Thursday, June 27, 2019

1-วัฒนธรรม

เปิดประตูวัฒนธรรมญี่ปุ่นเอกลักษณ์อันละเมียดละไมและวัฒนธรรมอีกหลากหลาย ตั้งแต่วัฒนธรรมการต้อนรับแบบโอโมเตนาชิ ชุดกิโมโน จนไปถึงอะนิเมะ คอสเพล

ร้าน Moshi Moshi Kimono Salon โดย Yumenoya ในฮาราจูกุ!

ร้าน Moshi Moshi Kimono Salon เริ่มเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ชั้น 2 ของMoshi Moshi Harajuku Tourist Information Center จะนำคุณไปเปิดประสบการณ์สุดพิเศษและตราตรึงใจเป็นที่สุด! แสดงความเป็นตัวตนของคุณออกมาให้โลกเห็นที่ฮาราจูกุและคุณยังสามารถแต่งกิโมโนแบบแฟนซี ที่ร้านนี้มีบริการชุดกิโมโนตั้งแต่แบบดั้งเดิมซึ่งเป็นแบบสมัยไทโช (พ.ศ. 2455-2469) จนไปถึงแบบสมัยใหม่ผสมผสานแฟชั่นฮาราจูกุ คุณสามารถเลือกกิโมโนที่มากมายหลากหลายแบบ เช่น ชุดกิโมโนสไตล์โกธิคโลลิต้า ชุดกิโมโนแบบโลลิต้า ชุดกิโมโนที่มีสีสันสดใส ชุดกิโมโนเจ้าหญิง ชุดกิโมโนแบบดั้งเดิมและอื่นๆอีกมากมาย!   คุณYuka คือแฟชั่นดีไซเนอร์ของแบรนด์ Wagakki และยังเป็นผู้ออกแบบกิโมโนแฟนซีอีกด้วย คุณสามารถถ่ายรูปในสตูดิโอที่มีฉากหลังเป็นบานประตูมุงด้วยกระดาษสีสันสดใสสวยงาม ออกแบบโดยนักออกแบบชื่อดังคุณ Sebastian Masuda...

วัฒนธรรม”ดาเตะ” ที่บ่มเพาะโดยมาซามุเนะ

 มากกว่าแค่นักรบ ถือกำเนิดในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นมีสงครามกลางเมืองระบาดไปทั่วในระหว่างยุคเซนโกะคุ (กลางศตวรรษที่ 15 จนถึงปลายศตวรรษที่ 17) มาซามุเนะสร้างชื่อเสียงอย่างรวดเร็วและกลายมาเป็นนักรบเจ้ากลยุทธ์ โหดเหี้ยมและทะเยอทะยานตั้งแต่อายุยังน้อย ได้รับการขนานนามว่า “โดคุกังริว” (มังกรตาเดียว เพราะเขาสูญเสียตาข้างหนึ่งให้กับไข้ฝีดาษตั้งแต่อายุยังน้อย) ในค.ศ. 1604 โทคุงะวะ อิเอะยะสุ ไดเมียวผู้รวมประเทศญี่ปุ่นได้อย่างสมบูรณ์ภายใต้การปกครองแบบรวมศูนย์ มอบรางวัลแก่มาซามุเนะเป็นฐานะเจ้าที่ดินในอาณาเขตเซนไดเพื่อตอบแทนความภักดีของเขา ทำให้เขาเป็นไดเมียวที่ทรงอิทธิพลที่สุดในภูมิภาค ตรงข้ามกับชื่อเสียงที่น่าหวาดกลัวของเขา มาซามุเนะเป็นบุรุษผู้มีการศึกษาและผู้อุปถัมภ์ศิลปะแขนงต่างๆ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดความสนใจที่เขามีต่อประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันรุ่งเรืองของภูมิภาค ซึ่งทั้งสองสิ่งสามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงยุคโบราณ ด้วยความต้องการให้เซนไดแข่งขันกับภูมิภาคเกียวโต-โอซาก้า เขาทำงานอย่างไม่หยุดหย่อนเพื่อขยายการค้าและทำให้อาณาบริเวณสวยงาม โทโฮคุ ครั้งหนึ่งเคยเป็นพื้นที่ห่างไกลของญี่ปุ่น รุ่งโรจน์ในฐานะที่หมายสำหรับการท่องเที่ยวและการค้าอย่างรวดเร็ว ในขณะที่มาซามุเนะโอบรับประเพณีดั้งเดิม เขาก็ยังเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องโอบรับชาวต่างชาติด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทคโนโลยีและความรู้ของพวกเขา เขากระตุ้นให้ชาวต่างชาติมาเยี่ยมเยือนภูมิภาคของเขา และถึงขั้นส่งทูตไปกับฆวน เบาทิสตา (เรือที่สร้างด้วยเทคโนโลยีของยุโรป)...

เทศกาลฤดูหนาวหลากหลายในโทโฮคุ

โทโฮคุปกคลุมไปด้วยผืนหิมะหนาราวกับผ้าห่มสีขาวโพลนในฤดูหนาว รอคอยฤดูใบไม้ผลิที่จะตื่นขึ้นจากนิทราอย่างเงียบงัน คุณอาจไม่ตระหนัก แต่งานเทศกาลมากมายเกิดขึ้นมากมายในช่วงเวลานี้ที่ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น ทำความรู้จักวิถีชีวิตของผู้คนท้องถิ่นและวัฒนธรรมญี่ปุ่นให้มากขึ้นด้วยการอ่านเรื่องราวของการเฉลิมฉลองเหล่านี้ เทศกาลฮะจิโนะเฮะ เอ็นบุริ - เต้นขอพรเพื่อการเก็บเกี่ยวที่ดี เมืองฮะจิโนะเฮะในอะโอโมริมีเทศกาลเอ็นบุริทุกปีตั้งแต่วันที่ 17 ถึง 20 กุมภาพันธ์เพื่อเฉลิมฉลองการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ เทศกาลฮะจิโนะเฮะ เอ็นบุริ มีประวัติศาสตร์ถึง 800 ปี กล่าวกันว่าริเริ่มขึ้นโดยชาวนาผู้มีชื่อว่าฟูจิคุโระ เขาส่งเสริมให้มีการร้องเพลงและเต้นรำ แทนการกินดื่มและทะเลาะเบาะแว้งกันในระหว่างวันหยุดปีใหม่ ขบวนพาเหรดเอ็นบุริ นำโดยนักเต้นที่เป็นตัวแทนของฟูจิคุโระ ประกอบไปด้วยผู้คนที่เล่นฉาบ กลอง ฟลูต และมีการแสดงเต้นที่สื่อถึงฉากต่างๆ ของการทำนา เช่น การเพาะปลูก การหว่านเมล็ดและการขอพรเพื่อการเก็บเกี่ยว ยังมีการเต้นเอ็นบุริอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งจัดจ้านและมีสีสันกว่า นักเต้นกระแทกพื้นด้วยท่อนไม้ ส่งสัญญาณให้เทพเจ้าแห่งข้าวตื่นขึ้นจากการหลับใหล ฮะจิโนะเฮะ สถานี Hachinohe...

เทศกาลคามาคุระ (เทศกาลกระท่อมหิมะ): สื่อความหมายลึกซึ้งกว่าแค่บ้านอิกลู

เทศกาลคามาคุระ มักจัดขึ้นในคืนที่พระจันทร์เต็มดวงเป็นครั้งแรกหลังขึ้นปีใหม่ กลางเดือนกุมภาพันธ์ ตามจันทรคติ เพื่อขอพรให้บ้านเรือนและผลผลิตที่เก็บเกี่ยวมาได้ปลอดภัย นี่เป็นงานประเพณีดั้งเดิมของโทโฮคุ อย่างไรก็ตามเทศกาลคามาคุระ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีแค่คามาคุระ หรือบ้านอิกลูเท่านั้น เทศกาลนี้มีแค่หลากหลายรูปแบบด้วยกัน เทศกาลโรคุโก คามาคุระมีการต่อสู้ด้วยไม้กระบอง บริเวณโรคุโกในจังหวัดอะคิตะของเมืองมิซาโตะมีการจัดเทศกาลคามาคุระขึ้นตั้งแต่วันที่ 11 ถึง 15 กุมภาพันธ์ทุกปี มีกิจกรรมมากมาย เช่น การเขียนคำอธิษฐานของแต่ละคนลงในกระดาษสี การสร้างบ้านอิกลู การเข้าร่วมการหรือการรับชม "การทำนายโชค" ซึ่งเป็นการต่อสู้ด้วยไม้กระบอง และการก่อกองไฟจากฟางเพื่อเผากระดาษอธิษฐานขอพร เทศกาลที่โรคุโกคามาคุระเป็นส่วนผสมของพิธีกรรมสำหรับการเก็บเกี่ยวที่สืบย้อนไปได้ถึงยุคยาโยอิ (ก่อนคริสตกาล 300 ปี จนถึง ค.ศ. 300) และประเพณีในการเผาเทนปิทสึ (tenpitsu - กระดาษคำอธิษฐาน)...

วัฒนธรรมนามาฮาเงะ: การใช้ชีวิตกับห้วงเวลา

ในสังคมเกษตรกรรม ซึ่งชีวิตของพวกเขาขึ้นอยู่กับลมฟ้าอากาศ ผู้คนบูชาเทพเจ้าจากสวรรค์ที่งานเทศกาลในวันหยุด นักขัตฤกษ์ และสวดมนต์เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหาร รวมทั้งเพื่อขับไล่วิญญาณชั่วร้ายและนำโชคดีให้เข้ามา สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพิธีกรรมเพื่อบูชาเทพเจ้าได้แปรเปลี่ยนมาเป็นเทศกาลพื้นบ้านดั้งเดิมในสมัยใหม่ วัฒนธรรมนามาฮาเงะที่ทำให้ผู้คนในเมืองโองะ จังหวัดอะคิตะหวาดผวาก็เช่นกัน นะมะฮะเกะคืออะไร? นามาฮาเงะ (なまはげ) เป็นงานพื้นบ้านอันเป็นเอกลักษณ์ของคาบสมุทรโองะ ในเมืองโองะ จังหวัดอะคิตะ คำนี้มีที่มาจากการผสมคำในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งหมายถึงผื่นแดง (namomi) จากการอยู่หน้ากองไฟเป็นเวลานานเพื่อหลีกเลี่ยงความหนาวเย็นในฤดูหนาว กับคำว่าฉีกขาด (hagu) จากสภาพของผิวหนัง ปีศาจที่คอยเตือนผู้คนที่อู้จากการงานและการเรียนได้กลายเป็นที่รู้จักกันในชื่อนามาฮาเงะ มีทฤษฎีต่างกันไปว่าด้วยต้นกำเนิดของปีศาจที่น่าสะพรึงกลัวนี้ หนึ่งในนั้นเป็นเรื่องราวในตอนที่จักรพรรดิอู่แห่งราชวงศ์ฮั่นนำปีศาจมาห้าตน ย้อนกลับไปในสมัยดังกล่าว มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งเดือดร้อนจากการกระทำของปีศาจทั้งห้า เพื่อต่อสู้กับปัญหานี้ จึงมีการทำสัญญากับปีศาจขึ้น ถ้าปีศาจสามารถสร้างขั้นบันไดหินที่นำทางไปสู่ Goshado ได้ในหนึ่งคืน พวกเขาจะมอบเด็กหญิงให้เป็นการตอบแทน แต่หากปีศาจล้มเหลว จะต้องออกไปจากหมู่บ้านตลอดกาล ปีศาจทั้งห้าตนทำขั้นบันไดหินไปจนถึงขั้นที่ 999 แต่เมื่อพวกมันกำลังจะวางหินก้อนสุดท้ายลงไป...

เรื่องเบื้องหลัง “ฝาท่อ” ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นมีของหน้าตาสวยน่ารักมาให้เราได้ชมอยู่ไม่ขาด ตั้งแต่แผ่นมาส์ก ไปจนถึงขนมหวาน และเครื่องเขียนเก๋ๆ เรียกได้ว่าคนญี่ปุ่นใส่ใจในการออกแบบทุกสิ่งให้มีภาพลักษณ์ที่น่าดึงดูดอยู่เสมอ สิ่งหนึ่งที่ชาวญี่ปุ่นออกแบบจนมีชื่อเสียงโด่งดังในแง่ความเป็นศิลปะก็คือฝาท่อ (manhole cover) นั่นเอง เทศบาลของแต่ละเมืองต่างมุ่งมั่นที่จะเอาชนะเมืองอื่นๆ ในการออกแบบฝาท่อที่ยอดเยี่ยมที่สุด โดยที่ยังคงแสดงออกถึงลักษณะเด่นของเมืองได้ด้วย ลวดลายที่สวยงามเหล่านี้ดึงดูดสายตาของผู้ที่ได้พบเห็น ทั้งในญี่ปุ่นและในต่างประเทศ จนมีกลุ่มผู้นิยมฝาท่อญี่ปุ่นกระจายตัวอยู่ทั่วโลก บนโลกออนไลน์ก็มีทั้งหนังสือรวมภาพและเว็บไซต์ที่อุทิศให้กับการเดินทางตามรอยฝาท่อ งานออกแบบฝาท่อ และสถานที่ที่ตามไปชมฝาท่อได้ให้ค้นหาอยู่มากมาย ทำไมชาวญี่ปุ่นถึงใช้ความพยายามอย่างมากในการออกแบบฝาท่อ? จากแหล่งข้อมูลอ้างอิงพบว่า ในตอนปลายของยุค 80’s ได้มีผู้เชี่ยวชาญด้านงานก่อสร้าง จากแผนกบำบัดน้ำเสียสาธารณะ กระทรวงการก่อสร้างท่านหนึ่ง สนับสนุนให้เทศบาลแต่ละแห่งออกแบบฝาท่อเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เพื่อปรับปรุงภาพลักษณ์ของงานบำบัดน้ำเสียให้น่าสนใจสำหรับผู้คนทั่วไปในชุมชนมากขึ้น ทุกคนต่างเห็นด้วยว่านี่เป็นความคิดที่ดี จึงมีการจัดประกวดงานออกแบบฝาท่อยอดเยี่ยมขึ้นแทบทุกปี เทศบาลเมืองและองค์กรที่เกี่ยวข้องต่างก็แข่งขันกันออกแบบฝาท่อที่ดีที่สุดมาตั้งแต่นั้น เอาละ ตอนนี้ เมื่อคุณรู้อย่างนี้แล้ว เวลามาเที่ยวญี่ปุ่น ก็มีสิ่งที่น่าสนใจให้มองหาเพิ่มขึ้นอีกสิ่งหนึ่งแล้ว   ปอกเปลือกประวัติศาสตร์ฝาท่อ นี่ก็คือ 3 อันดับของฝาท่อที่มีความเป็นมาน่าสนใจที่สุด: เมืองโอคายามะ ฝาท่อลายโมโมทาโร่...

เปิดประสบการณ์ใช้ชีวิตแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น

นอกจากความตื่นเต้นคึกคักแล้ว เมืองไซตะมะยังเต็มไปด้วยมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมซึ่งจะได้ค้นพบระหว่างเดินเล่นหรือทัศนาจร ไม่มีที่ใดจะเพลิดเพลินกับขนบธรรมเนียมอันลุ่มลึกและมีสีสันของญี่ปุ่นยิ่งไปกว่าที่นี่แล้ว ศาลเจ้ามุซาชิอิจิโนะมิยะ ฮิคาวะ [googlemaps https://www.google.com/maps/embed?pb=!1m18!1m12!1m3!1d3231.2445104677345!2d139.62770491526538!3d35.91651468014019!2m3!1f0!2f0!3f0!3m2!1i1024!2i768!4f13.1!3m3!1m2!1s0x6018c147ffcd80df%3A0x3e27069d9d126211!2sHikawa+Shrine!5e0!3m2!1ses!2sjp!4v1487819904756&w=350&h=300] หนึ่งในศาลเจ้าเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2 พันปีชื่อ"อิจิโนะมิยะ" ก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นศาลเจ้าระดับสุดยอดในบริเวณมุซาชิ เป็นที่มาของชื่อเขตโอมิยะนั่นเองที่อยู่:1-407 ทาคาฮานะโจ, เขตโอมิยะ,เมืองไซตะมะ, จังหวัดไซตะมะ วิธีเดินทาง:เดินประมาณ 15 นาทีจากทางออกทิศตะวันออกของสถานี JR Omiya และสถานี Kita Omiya สาย Tobu Noda Line ข้าวเกรียบทำมือ Kobayashi ข้าวเกรียบทำด้วยมือเหล่านี้มีประวัติยาวนานกว่า 60 ปี ใช้สูตรต้นตำรับดั้งเดิมตั้งแต่เริ่มกิจการร้านในปีค.ศ. 1955เป็นครั้งแรก ทุกวันทางร้านจะทำในจำนวนจำกัดเท่านั้นหากได้ลิ้มลองรสชาติ รับรองเลยว่าคุณคือผู้โชคดี [googlemaps https://www.google.com/maps/embed?pb=!1m18!1m12!1m3!1d3231.481566732809!2d139.62841731526512!3d35.91071098014133!2m3!1f0!2f0!3f0!3m2!1i1024!2i768!4f13.1!3m3!1m2!1s0x6018c13f4e0a0a5f%3A0x28ee6a695d0896e3!2z5bCP5p6X5bGL!5e0!3m2!1ses!2sjp!4v1487820932265&w=350&h=250] ที่อยู่:1-66 ทาคาฮานะโจ, เขตโอมิยะ, เมืองไซตะมะ,...

ส่องอดีตและอนาคตของญี่ปุ่นในไซตะมะ

  จากโตเกียวเดินทางถึงเมืองไซตะมะในจังหวัดไซตะมะได้อย่างง่ายดาย เมืองนี้มีประชากรประมาณ 1.27 ล้านคนถือเป็นเมืองขนาดใหญ่เป็นอันดับ 9 ของญี่ปุ่น เมืองนี้มีหลายแง่มุม ทั้งความมีชีวิตชีวาของชุมชนเมืองอันเจริญรุ่งเรืองและทิวทัศน์เรียบง่ายแบบชนบทมีสมดุลลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบ มาเยือนเมืองไซตะมะเพื่อพิสูจน์ด้วยตาตัวเองเถอะว่า ขนบธรรมเนียมดั้งเดิมและความทันสมัยดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างไร! มาพบปะอนาคตของญี่ปุ่น จุดน่าสนใจของเส้นขอบฟ้าอันเฟื่องฟูของเมืองไซตะมะนั้นรวมถึงสถานี SaitamaShintoshin ตึกระฟ้าสูงตระหง่าน สนามกีฬาซึ่งจุผู้ชมได้ 3 หมื่นคน และกลุ่มห้างสรรพสินค้าซึ่งมีทุกอย่างเท่าที่คุณจะจินตนาการถึงอย่าง COCOON CITY ภูมิทัศน์ซึ่งอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงสนามในเขตมินุมะ เมืองไซตะมะนั้นแสดงให้เห็นชัดเจนถึง ชินโทชิน(หัวใจใหม่ของเมือง) ที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เชื่อหรือไม่ว่าคุณจะได้สัมผัสว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกำลังเกิดขึ้นที่นั่น ลองเดินไปตามเส้นทางที่คนในท้องถิ่นแนะนำเพื่อรับชมเมืองนี้ในมุมมองใหม่กันเถอะ ก่อนและหลัง ในช่วงสิบปีมานี้ ไซตะมะซูเปอร์อารีน่า (Saitama Super Arena) และ COCOON CITY ศูนย์การแพทย์รวมทงั้โรงแรมและคอมเพลกซ์ธุรกิจใหม่ๆ ได้ผุดขึ้นมามากมายในภูมิทัศน์ของไซตามะชินโทชิน แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ทางทิศใต้ของสถานี Omiya เจริญรุ่งเรืองเพียงใด หากเปรียบเทียบภาพถ่ายก่อนและหลังการสร้างเมืองใหม่...

ตกหลุมรัก Kotatsu

Kotatsu ถูกคิดค้นขึ้นในศตวรรษที่ 14 Kotatsu นี้มอบไออุ่นให้แก่เราได้ รับรอบว่าคุณจะต้องตกหลุมรักโต๊ะตัวนี้เป็นที่สุดหากได้ลองใช้ จนลืมสิ่งประดิษฐ์อื่นๆไปเลย ไม่รู้ว่าสิ่งนี้เป็นไอเดียที่มาจากไหน แต่รับรองได้เลยว่าหาได้ที่ญี่ปุ่นแน่ๆ Kotatsu คืออะไร? Kotatsu คือโต๊ะเตี้ยที่มีฮีตเตอร์และผ้าคลุมเพื่อรักษาความอุ่นไว้ใต้โต๊ะ ฟังแค่นี้อาจรู้สึกว่า Kotatsu ก็ดูธรรมดาๆ แต่ถ้าลองได้ใช้แล้ว คุณจะเรียกหาแต่ Kotatsu ทุกๆหน้าหนาวเลยทีเดียว Kotatsuในปัจจุบันจะใช้ฮีตเตอร์ไฟฟ้า แต่ในสมัยก่อนจะใช้ถ่านหินเพื่อทำความร้อนซึ่งค่อนข้างจะเป็นอันตราย โดยอยู่ในรูปแบบของเตาที่ติดอยู่กับพื้น เมื่อไม่ใช้งานก็จะนำฝากมาครอบปิดไว้ ต่อมาหลังจากสมัยเอโดะ Kotatsuถูกพัฒนามาเป็นเฟอร์นิเจอร์แบบเคลื่อนย้ายได้ ส่วนหม้อดินที่ใช้ถ่านหินทำความร้อน ก็ถูกพัฒนาให้สามารถเคลื่อนย้ายพร้อมโต๊ะได้เช่นกัน หลังจากนั้นจึงมีการใช้ฮีตเตอร์แทนหม้อทำความร้อน ยิ่งเวลาที่ใส่ชุดแบบญี่ปุ่นอย่างกิโมโน แล้วซุกตัวเข้าไปใน Kotatsu ยิ่งทำให้อุ่นมากขึ้นไปอีก เพราะความร้อนจะผ่านเข้าไปในกิโมโนทำให้ความอุ่นคงอยู่ได้ Mikan + Kotatsu = ... สำหรับคนญี่ปุ่นแล้ว...

พิธีชงชาแบบญี่ปุ่น: ประวัติและปรัชญา

หากอยากลองสัมผัสวัฒนธรรมญี่ปุ่นแบบถึงแก่นแท้ ต้องมาลองเข้าร่วม ”พิธีชงชา” เรือนชงชาหรือห้องชงชานั้นเปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อที่แสดงวัฒนธรรมแบบ “Wa” ของญี่ปุ่น พิธีชงชาของญี่ปุ่นถูกรังสรรค์ขึ้นโดยแฝงสัญลักษณ์ต่างๆที่แสดงเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นไว้มากมาย เช่น เรือนชงชาที่ทำจากไม้ไผ่ ไม้ และกระดาษแบบญี่ปุ่น จนไปถึงอาหารจานเล็กๆและศิลปะของจานที่อย่างเข้ากันอย่างดี ซึ่งเรียกว่า Kaiseki องค์ประกอบแต่ละอย่างนี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงความเป็นญี่ปุ่นในแบบดั้งเดิม   วัฒนธรรมการชงชาคืออะไร ย้อนกลับไปสมัยนารา กล่าวกันว่าญี่ปุ่นเริ่มมีการนำเข้าชาจากจีนในสมัยนั้น ในช่วงสมัยคามาคุระ วัฒนธรรมการดื่มชาเริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น หลังจากพระนิกายเซนนามว่า Eisai ได้เขียนหนังสือชื่อ “Kissai Yojo-ki” บอกเล่าประโยชน์ของการดื่มชา จึงทำให้เห็นประโยชน์ของชาในฐานะที่เป็นยาอย่างหนึ่ง จากนั้นการดื่มชากลายมาเป็นวัฒนธรรมพิเศษมากยิ่งขึ้นในสมัยมุโรมะชิ ทำให้มีการพัฒนาอุปกรณ์ที่ใช้ในการชงชาและมีการพัฒนาสถาปัตยกรรมแบบ “Shoin” อันเป็นจุดกำเนิดของเรือนชงชาที่เราเห็นกันอย่างในปัจจุบัน “Tatemae” นั้นถือเป็นธรรมเนียมที่สำคัญในพิธีชงชา โดยมีรากฐานมากจากปรัชญาของเซน ในสมัยอะซึชิ-โมโมยะมะ ช่วงศตวรรษที่ 15 พระ...