นิกโก ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขา ในจังหวัดโทชิงิซึ่งอยู่ถัดออกจากโตเกียวไปทางเหนือ นิกโกเป็นที่รู้จักเพราะมีศาลเจ้านิกโก โทโชงู อันเป็นสถานที่อุทิศให้แก่โชกุนโทคุงะวะ อิเอะยะสุ โชกุนคนแรกแห่งตระกูลโทคุงะวะ ที่นิกโกไม่ได้มีเสน่ห์แค่นี้เท่านั้น แต่ยังมีธรรมชาติที่อัศจรรย์ ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องตกตะลึง ครั้งนี้จะขอนำเสนอวิธีการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่นิกโก

เริ่มออกเดินทาง

หากเริ่มออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ จะทำให้ได้ท่องเที่ยวเต็มอิ่มทั้งวัน โดยเฉพาะการเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ หากมีแผนจะค้างหนึ่งคืน ก็สามารถเที่ยวแบบสบายๆได้
วิธีการเดินทางไปนิกโกที่สะดวกที่สุดคือ เดินทางโดยรถไฟ Revaty Limited Express ของTobu Railway จากสถานี Asakusa ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 50 นาที

รถไฟ Revaty Limited Express ของTobu Railway วิธีเดินทางไปนิกโกที่สะดวกที่สุด

ครั้งนี้เราเดินทางไปเที่ยวเพียง 1 วัน จึงขึ้นรถไฟเช้าตรู่ที่ออกเวลา 6.30 น. แม้ว่าจะยังรู้สึกง่วงนอนอยู่มาก แต่เมื่อรถไฟออกจากสถานี ก็มองเห็นวิวของแม่น้ำสุมิดะและ TOKYO SKYTREE ทำให้กลายเป็นเช้าสุดวิเศษ

รถไฟวิ่งอย่างนิ่มมาก ภายในขบวนก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทั้งเบาะที่นั่งสบาย ปลั๊กไฟ และWi-Fi หลังมองวิวริมหน้าต่างจนเผลอหลับไป ก็รู้สึกตัวอีกทีเมื่อถึงสถานี Tobu Nikko

สถานี Tobu Nikko เป็นสถานีที่ออกแบบเพื่อคนพิการ และยังสะดวกสบายสำหรับนักท่องเที่ยวด้วย เพราะมีศูนย์บริการข้อมูลท่องเที่ยว ร้านจำหน่ายของฝากและล็อกเกอร์ให้บริการ คุณยังสามารถซื้อตั๋วพาสท่องเที่ยว ซึ่งตั๋วบางประเภทจะจำหน่ายเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพื่อให้ท่องเที่ยวได้สะดวกยิ่งขึ้น

เราซื้อตั๋ว Senjogahara Free Pass ราคา 2,650 เยน ซึ่งสามารถใช้ได้ 2 วัน โดยใช้ขึ้นรถบัสที่วิ่งระหว่างสถานี Tobu Nikko และบริเวณทะเลสาบชูเซ็นจิ ได้อย่างไม่จำกัดเที่ยว

หากอยากรู้ว่าจะซื้อตั๋วพาสท่องเที่ยวแบบไหนจะคุ้มที่สุด ก็ปรึกษาเจ้าหน้าที่ได้ สามารถซื้อตั๋วได้ที่ตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติซึ่งบริการหลายภาษา เวลาขึ้นรถบัส ให้ตรวจสอบปลายทางให้เรียบร้อย จะได้มั่นใจว่าขึ้นรถบัสไม่ผิดคัน

รถบัสพาเราไปยังเนิน Irohazaka อันแสนขึ้นชื่อ โดยมีบรรยากาศของใบไม้ที่แดง เหลือง ส้ม สลับสีไล่กันไป

ทัศนียภาพจากกระเช้าลอยฟ้าอะเกะชิไดระ

เมื่อเดินทางมาถึงป้ายรถบัส Akechidaira ซึ่งเป็นที่ขึ้นกระเช้าลอยฟ้าอะเกะชิไดระ ช่วงกลางเดือนตุลาคมจะเป็นช่วงที่ผู้คนหลั่งไหลกันมาชมใบไม้เปลี่ยนสีเป็นจำนวนมาก จึงเป็นโอกาสเหมาะให้ลิงได้แอบขโมยของจากกระเป๋าของเหล่านักท่องเที่ยว เป็นบรรยากาศนี่น่าขัน โชคดีที่ครั้งนี้เราไม่ได้เป็นเหยื่อของลิง แต่ก็ควรระวังไว้ก่อน ลิงเหล่านี้ไม่ค่อยกลัวผู้คน จึงอาจโจมตีเราได้ง่ายดาย

ลิงที่กำลังกินอาหารที่ฉกไปจากนักท่องเที่ยว

เมื่อขึ้นกระเช้าลอยฟ้าไปประมาณ 3 นาที ก็ถึงยอดเขา โดยมีค่าขึ้นกระเช้าไปกลับราคา 730 เยน ยิ่งขึ้นไปสูงขึ้น ก็จะได้เห็นทัศนียภาพของใบไม้เปลี่ยนสีที่ปกคลุมภูเขาไว้สุดลูกหูลูกตา

เมื่อถึงบนยอดเขา ก็ตกตะลึงกับทิวทัศน์แสนอลังการที่ได้เห็น ทะเลสาบชูเซ็นจิที่โอบล้อมไปด้วยภูเขาหลากสี และน้ำตกเคะกนที่อยู่ตรงกลาง เป็นภาพที่สวยงามราวกับภาพวาดสีน้ำมัน

ลงลิฟท์ไปยังน้ำตกเคะกน

น้ำตกเคะกนเป็นจุดท่องเที่ยวอีกที่หนึ่ง เมื่อได้ชมวิวน้ำตกจากมุมสูงแล้ว ก็อยากจะไปสัมผัสใกล้ๆ เราจึงเดินทางลงจากเขาด้วยกระเช้าลอยฟ้า แล้วมาต่อรถบัส เพื่อไปยังป้ายรถบัส Chuzenji Onsen หลังจากเดินต่อไม่กี่นาทีก็มาถึงจุดขึ้นลิฟท์เพื่อลงไปยังน้ำตกเคะกน มีเจ้าหน้าที่มาบริการราวกับอยู่ในโรงแรมระดับห้าดาว

ลิฟท์นี้พาเราลงลึกไปตามระดับความสูงของน้ำตก เมื่อพ้นอุโมงค์ก็ได้เห็นความงามของน้ำตกเคะกนที่วิเศษเป็นอย่างยิ่ง น้ำตกแห่งนี้มีความสูงประมาณ 100 เมตร จึงทำให้เกิดละอองคล้ายหมอก ละอองน็กระจายตัวผ่านโขดหินที่ปกคลุมไปด้วยมอส เป็นทัศนียภาพแห่งฤดูใบไม้ร่วงที่ทรงเสน่ห์และสถานที่ท่องเที่ยวฤดูใบไม่ร่วงโด่งดังติดอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น

หลังจากถ่ายภาพไปหลายรูป เราก็ตัดสินใจจะไปหาอะไรรับประทาน เราเห็นร้านอาหารที่อยู่บริเวณทางเข้าลิฟท์ ด้วยสภาพที่หิวจนท้องร้อง เราเลยซื้อโครเกต์เกี๊ยวซ่ามา เกี๊ยวซ่าเป็นอาหารขึ้นชื่อของจังหวัดโทชิงิ นำมาปั้นกับมันบดแล้วนำไปทอดแบบโครเกต์ (330 เยน)

เกี๊ยวซ่าโครเกต์

เนื่องจากรู้สึกว่าเมนูที่ได้ลองไป น่าจะมีโปรตีนไม่เพียงพอ เราเลยลองอาหารพื้นเมืองอย่างปลาอิวานะย่างเกลือ ราคา 700 เยน ย่างด้วยถ่านจนหอม

ระหว่างที่ทานปลาอิวานะย่างเกลือไป เราก็รีบเร่งฝีเท้าไปยังท่าเรื่อเพื่อขึ้นเรือ Chuzenji-ko Cruise ระหว่างทางก็ได้ถ่ายภาพเสาโทริอิอลังการของศาลเจ้านิกโกฟุตะระซัง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทางเข้าChuzenji Onsen

เรือ Chuzenji-ko Cruise และที่สุดของสีสันแห่งฤดูใบไม้ร่วง

เราไปทันเวลาเรือออกพอดี โดยมีค่าโดยสาร 1150 เยน และได้ขึ้นเรือลำที่ชื่อว่า “Nantai” เรือลำใหม่ที่จะพาเหล่านักท่องเที่ยวไปท่องเที่ยวชมสถานที่ต่างๆรอบทะเลสาบชูเซ็นจิ

ผู้โดยสารส่วนใหญ่จะขึ้นไปชมวิวอันสวยงามน่าประทับใจที่บริเวณชั้นบนของเรือ เราก็ได้ขึ้นไปถ่ายภาพที่จุดนี้เช่นกัน บริเวณในเรือจึงมีผู้โดยสารไม่มากนัก และทำให้ดื่มด่ำกับการชมวิวได้อย่างเต็มที่

เรือค่อยๆล่องไปในทะเลสาบ เรามองเห็นวิวของบ้านที่อยู่ริมน้ำ คู่รักกำลังพายเรือพร้อมโบกมือทักทายให้แก่เรือลำข้างๆ และคนที่พายเรือคะยักอยู่

ภูเขานันไต ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเรือ เป็นสถานที่มีสีสันของใบไม้เปลี่ยนสีที่ต่างออกไป เรือไปจอดสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เช่น ที่พักตากอากาศของทูต เพราะนิกโกเป็นสถานที่ยอดนิยมในการพักผ่อน

เราใช้เวลาเดินทางโดยเรือกันนานกว่ากำหนดการ เลยได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศของวิวโดยรอบอย่างเต็มอิ่ม ทั้งทิวทัศน์ของเกาะเล็กๆที่ผุดขึ้นกลางน้ำ และวิวของใบไม้เปลี่ยนสีที่มีแสงตกกระทบ

รูปสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรจากต้นไม้ที่ยังหยั่งราก

เราลงจากเรือที่วัดชูเซ็นจิ อันเป็นที่ประดิษฐานของรูปแกะสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ความสูง 6 เมตร ที่สลักจากต้นไม้ที่ยังคงหยั่งรากลงดิน แกะสลักเป็นปางพันมือ ไกด์ที่พาทัวร์ให้บริการแค่ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น เราแนะนำให้ขึ้นไปชั้น 2 เพื่อชมภาพวาดมังกร และดอกไม้ป่าซึ่งหาชมได้ที่นิกโกเท่านั้น ที่ระเบียงชั้นบนยังสามารถมองเห็นวิวของทะเลสาบและวัดได้อย่างงดงาม

เดินเล่นรอบทะเลสาบชูเซ็นจิ

เราลองเดินชมวิวและสัมผัสบรรยากาศความสงบของทะเลสาบ จนไปถึงยังป้ายรถบัส Chuzenji Onsen แทนที่จะนั่งรถบัสไป ยิ่งเดินก็ยังพบทิวทัศน์ที่สวยงามแปลกตา ทำให้อดใจเก็บภาพไว้ไม่ได้

ทางที่เชื่อมต่อระหว่างวัดชูเซ็นจิ และป้ายรถบัส Chuzenji Onsen มีร้านอาหารและคาเฟ่เรียงรายอยู่มากมาย และยังมีร้านจำหน่ายของฝากด้วย ทำให้เดินสำรวจได้อย่างเพลิดเพลิน

บริเวณนี้ยังเป็นสถานที่ตากอากาศของบรรดาทูต มีสวนสาธารณะที่คนทั่วไปสามารถใช้บริการได้ ระแวกนี้ยังมีร้านอาหารแบบตะวันตกที่ใช้วัตถุดิบที่หาได้จากในพื้นที่ เช่น ปลา จึงเหมาะกับการมาลิ้มรสอาหารกลางวัน

สัมผัสบรรยากาศอดีตและช้อปปิ้ง

หากเป็นสมัยก่อน ผู้คนที่มาที่นิกโกก็น่าจะมีเป้าหมายคือมาศาลเจ้านิกโก โทโชงู หรือตามรอยประวัติศาสตร์ แต่ที่นิกโกมีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้น ลองขึ้นรถบัสที่วิ่งจาก Chuzenji Onsen ไปสถานี Tobu Nikko แล้วลงรถที่ Tamozawa Imperial Villa จะพบกับสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างสมัยเอโดะและสมัยเมจิเข้าไว้ด้วยกัน ตึกนี้สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1899 เดิมทีสร้างขึ้นเพื่อเป็นคฤหาษน์ของตระกูลโทคุงะวะ และบริเวณหนึ่งในนั้นถูกใช้เป็นวัง ที่นี่ยังถูกใช้เป็นที่ลี้ภัยของราชวงศ์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

หลังจากเที่ยวนิกโกอย่างเพลิดเพลินเต็มวัน คุณสามารถขึ้นบัสกลับมาที่สถานี Tobu Nikko แต่เราขอแนะนำให้คุณเดินไปชมสะพาน Shinkyo สถานที่ชื่อดังของนิกโก และแวะดูของฝาก เช่น ขนมที่ทำจากยูบะ หรือ ฟองเต้าหู้ เพื่อสุขภาพ หรือไม่ก็ลองชิมสาเกต้นตำหรับของนิกโกก็ได้

ข้อมูลเพิ่มเติม:

การเดินทางไปนิกโก
http://www.tobujapantrip.com/en/area/nikko_kinugawa/access.html

ข้อมูลตั๋วพาสและตั๋วลดราคา
http://www.tobu.co.jp/foreign/en/pass/

กระเช้าลอยฟ้าอะเกะชิไดระ
http://www.tobu-bus.com/en/nikko/

ทะเลสาบชูเซ็นจิ
http://www.tobujapantrip.com/en/tourism/nikko_kinugawa/11.html

Chuzenji lake cruise
http://www.tobujapantrip.com/en/tourism/nikko_kinugawa/3.html

ความคิดเห็น

Please enter your comment!
Please enter your name here