วัดในอาซากุสะและร้านของฝากต่างๆ เป็นสถานที่ที่เรียกได้ว่าเป็น ‘a must’ ในแพลนเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เรามักจะเห็นนักท่องเที่ยวแวะริมแม่น้ำสุมิดะเพื่อถ่ายรูปกับตึก Tokyo SKYTREE อยู่บ่อยๆ แต่อาจมีเพียงน้อยคนที่จะข้ามสะพานอาซุมะบาชิมายังตัวเขตสุมิดะจริงๆ อีกฝั่งของแม่น้ำสุมิดะซึ่งเป็นที่ตั้งของ Tokyo SKYTREE อันโอ่อ่า ฝั่งนี้อาจจะไม่คึกคักเท่า แต่ความน่าสนใจมีมากไม่แพ้กัน และยังมีกลิ่นอายแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมขนานแท้ ขณะที่เราเดินสำรวจตามตรอกถนนจะได้พบทั้งประวัติศาสตร์และศิลปะซุกซ่อนอยู่ตามสถานที่ที่คาดไม่ถึง และยังเจอจุดที่เป็นแรงบันดาลใจของ “โฮคุไซ คัตสึชิกะ” หนึ่งในศิลปินภาพพิมพ์แกะไม้ญี่ปุ่นที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์

Tokyo SKYTREE สัญลักษณ์แห่งยุคใหม่ที่หยั่งรากในประเพณีญี่ปุ่น

Tokyo SKYTREE เป็นหอคอยกระจายสัญญาณที่สูงที่สุดในโลกที่ความสูง 634 เมตร
เป็นวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง อากาศแจ่มใส Tokyo SKYTREE เลยเปล่งประกายสู้แดดอย่างสวยงาม เมื่อเข้าไปยังตัวตึกแล้วจะเจอกับร้านค้าและร้านอาหารมากมายก่อนในชั้นแรก แต่เรามีจุดประสงค์คือการมาชมวิว เลยรีบมุ่งไปที่จุดชมวิวทันที ก่อนอื่นก็ซื้อตั๋วที่เคาท์เตอร์ FAST SKYTREE TICKET COUNTER บนชั้น 4 ที่ให้คนต่างชาติซื้อตั๋วได้โดยไม่ต้องรอนาน
จากนั้นไกด์ก็นำทางเราไปยังโถงทางเดินที่ดูล้ำยุค และขึ้นลิฟต์ที่ประดับด้วยไฟวิบวับ ลิฟต์เคลื่อนที่ขึ้นไปด้านบนอย่างไหลลื่นจนน่าตกใจ เพราะบนจอมอนิเตอร์บอกว่ามีความเร็วสูงถึง 600 เมตรต่อนาทีเลย ยังไม่ทันรู้สึกตัวก็มาถึง Tembo Deck จุดชมวิวด้านบนแล้ว

วิวอันงดงามบน Tokyo SKYTREE

เมื่อลิฟต์เปิดออกถึงกับต้องหยีตาเพื่อปรับรับแสงอาทิตย์ที่ส่องมาจากหน้าต่างบานใหญ่ที่เผยให้เห็นวิวแบบพาโนรามา ภาพเมืองหลวงโตเกียวแผ่กว้างอยู่ตรงหน้า มองเห็นเค้าโครงสีเทาอมฟ้าของกลุ่มอาคารอันซับซ้อนเรียงรายกันสุดสายตา รวมถึงตึกแลนด์มาร์คบางแห่งที่เห็นแล้วจำได้ทันที
ทิวทัศน์บน Tembo Deck ที่ความสูง 350 เมตร
หลังจากพยายามมองหาสถานที่ที่น่าจะคุ้นเคยบ้างท่ามกลางเกมส์ตัวต่อที่ประกอบด้วยตึกสี่เหลี่ยมเหล่านี้อยู่สักพัก สุดท้ายเลยขอตัวช่วยเป็นหน้าจอทัชสกรีนบนจุดชมวิว ซึ่งบอกได้ทั้งสถานที่ตั้งของแลนด์มาร์คชื่อดังต่างๆ และทิวทัศน์ที่จะได้เห็นในตอนกลางคืน แต่สิ่งที่ดึงดูดเรามากที่สุดกลับเป็นภาพในชีวิตประจำวัน อย่างเด็กนักเรียนที่มารวมตัวกันในสนามหญ้าโรงเรียน หรือรางรถไฟอันคดเคี้ยว เพราะภาพเหล่านี้ถูกพาดด้วยเงาขนาดยักษ์ของ Tokyo SKYTREE ที่มองไปมองมาก็ดูเหมือนนาฬิกาแดด
หลังจากทัวร์จุดชมวิวเสร็จแล้วก็แวะดูร้านขายของที่ระลึก และลองเหยียบขึ้นไปบนพื้นกระจกอย่างกล้าๆกลัวๆ จากจุดนี้เราจะมองเห็นทั้งเมืองที่อยู่เบื้องล่าง และแท่งเหล็กที่คอยรับน้ำหนักหอคอยนี้ไว้อยู่
ความสูง 350 เมตรอาจจะยังไม่หวาดเสียวมากพอ เราเลยตัดสินใจขึ้นลิฟต์อีกอันไปยังจุดชมวิวที่สอง ซึ่งอยู่บนความสูงถึง 450 เมตร ลิฟต์นี้ให้ความตื่นเต้นยิ่งกว่า เพราะมีประตูกระจกที่ทำให้เรามองเห็นด้านนอกที่เพิ่มความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

ช่างฝีมือท้องถิ่นผู้สร้างรากฐานให้ Tokyo SKYTREE

หลังจากชมวิวจนเต็มอิ่มแล้วเราก็ลงลิฟต์มายังพื้นดิน แวะเดินเล่นที่ ‘สุมิดะมาจิ โดโคโระ’ เป็นโซนที่จัดไว้วางขายของที่ระลึกโดยช่างฝีมือท้องถิ่น และแนะนำเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และผลิตภัณฑ์ของย่านสุมิดะ มีพื้นที่ให้ช่างฝีมือท้องถิ่นได้มาโชว์ฝีมือและสิ่งประดิษฐ์สุดยูนีคให้นักท่องเที่ยวได้ชมด้วย
คุณอิโซไกที่กำลังทำเครื่องประดับจากกระดองเต่า
สินค้าที่วางขายใน สุมิดะมาจิ โดโคโระ มีความเป็นเอกลักษณ์ด้วยการผสมผสานทั้งความร่วมสมัยและความดั้งเดิมจากฝีมือของเหล่านักประดิษฐ์อัจฉริยะชาวญี่ปุ่น ความหลากหลายของสินค้ามีตั้งแต่รองเท้าใส่ในบ้านสไตล์ดั้งเดิม ตุ๊กตาตั้งโชว์ หุ่นยนต์ที่ทำจากกระป๋อง ไปจนถึงเครื่องประดับแวววับและที่ห้อยโทรศัพท์ พอได้ใช้เวลาที่นี่ในการเรียนรู้เกี่ยวกับจิตวิญญาณด้านศิลปะของย่านสุมิดะแล้วก็ยิ่งอยากรู้จักงานฝีมือเหล่านี้มากขึ้นอีก
โตเกียวสกายทรี (Tokyo SKYTREE) 東京スカイツリー

ที่อยู่:
1 Chome-1-2 Oshiage, Sumida City, Tokyo
เวลาทำการ: 10:00 – 21:00 น.
การเดินทาง: ขึ้นรถไฟสาย TOBU SKYTREE จากสถานี Asakusa ลงที่สถานี TOKYO SKYTREE (2 นาที)
เว็บไซต์: https://www.tokyo-skytree.jp/en/

ฉากกั้นญี่ปุ่น : เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่ง และภาพวาด

ร้านแรกที่เราแวะคือร้านฉากกั้นในตำนาน ขึ้นชื่อว่าเชี่ยวชาญในการผสมผสานความสง่างามแต่ยังใช้ได้จริงในผลงานทุกชิ้น
“คาตาโอกะ เบียวบุ” ร้านฉากกั้นเก่าแก่ อายุกว่า 60 ปี
ฉากกั้นของร้าน “คาตาโอกะ เบียวบุ” เป็นของตกแต่งที่จะเพิ่มกลิ่นอายญี่ปุ่นไม่ว่าจะวางอยู่ในห้องไหน งานฝีมือที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยฝีมือแบบดั้งเดิมของร้านแห่งนี้ยังไม่หยุดพัฒนาจนถึงปัจจุบัน
“เดิมแล้วฉากกั้นแบบนี้นำเข้ามาจากประเทศจีนเมื่อ 1,300 ปีก่อน จากนั้นจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นแบบเฉพาะของญี่ปุ่น รวมถึงเทคนิคในการทำด้วย” โคโตะ คาตาโอกะ ช่างฝีมือรุ่นที่ 3 ของร้านบอก
คาตาโอกะ เบียวบุ (Kataoka Byobu) 片岡屏風店
ที่อยู่: 1 Chome−31−6 Mukojima, Sumida, Tokyo
เวลาทำการ: 10:00 – 17:00 น. (ปิดวันอาทิตย์)
การเดินทาง: เดิน 2 นาทีจากสถานี TOKYO SKYTREE
เว็บไซต์: https://www.byoubu.co.jp

โฮคุไซทิ้งอิทธิพลไว้ในศิลปะท้องถิ่นอย่างไรบ้าง

 เพื่อปรับให้ทันสมัยและด้วยการหลั่งไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ร้านคาตาโอกะ เบียวบุ จึงเริ่มวางขายแผ่นพับลายภาพพิมพ์ชื่อดังของโฮคุไซ ส่วนใหญ่แล้วเป็นภาพส่วนหนึ่งในชุดผลงาน “Thirty-six Views of Mount Fuji”
“อย่างเช่นภาพ Great Wave of Kanagawa คุณจะเห็นภาพที่ถ่ายได้จากกล้องที่ความเร็ว 1/10000 ชัตเตอร์สปีดเท่านั้น แต่เขากลับแค่ใช้จินตนาการเพื่อวาดและสร้างสรรค์มันออกมา เป็นอะไรที่ศิลปินคนอื่นในยุคก่อนไม่เคยทำ เคยมีคนบอกว่าเขาเป็นคนแปลกๆ จึงน่าสนใจมากยิ่งขึ้นอีก” คุณคาตาโอกะบอกเมื่อเราถามเกี่ยวกับความนิยมของโฮคุไซในญี่ปุ่นและต่างประเทศ
“คลื่นยักษ์นอกฝั่งคานางาวะ” (The Great Wave off Kanagawa) – ภาพที่โด่งดังและเป็นที่คุ้นเคยมากที่สุดของโฮคุไซ
 โฮคุไซเกิดและเติบโตมาในย่านสุมิดะเกือบทั้งชีวิต จึงเหมือนเป็นทูตแห่งย่านนี้แบบไม่เป็นทางการ เป็นที่มาให้นักท่องเที่ยวสามารถมาชมผลงานของโฮคุไซได้ที่พิพิธภัณฑ์สุมิดะโฮคุไซที่เพิ่งเปิดไม่นานมานี้
ในพิพิธภัณฑ์มีห้องของโฮคุไซแบบจำลอง และสถาปัตยกรรมด้านนอกก็งดงาม
นอกจากการชื่นชมงานศิลปะในสุมิดะแล้ว เรายังสามารถไปตามรอยสถานที่ที่เป็นแรงบันดาลใจให้โฮคุไซได้ด้วย ระหว่างนั้นเราจะได้เดินทางย้อนเวลา เมื่อได้เรียนรู้ความเกี่ยวข้องระหว่างสถานที่ต่างๆกับศิลปินภาพพิมพ์แกะไม้คนนี้
พิพิธภัณฑ์สุมิดะ โฮคุไซ (Sumida Hokusai Museum) すみだ北斎美術館
ที่อยู่: 2 Chome-7-2 Kamezawa, Sumida, Tokyo
เวลาทำการ: 9:30 – 17:30 น. (ปิดวันจันทร์)
การเดินทาง: เดิน 5 นาทีจากสถานี Ryogoku ทางออก A3 (รถไฟสาย Toei Oedo)
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 400 เยน
เว็บไซต์: https://hokusai-museum.jp

ตามรอยเส้นทางที่จุดประกายโฮคุไซ ผ่านสวนสุมิดะ & ศาลเจ้าอุชิจิมะ

ระหว่างเส้นทางตามรอยโฮคุไซเราก็มาเจอกับสวนสุมิดะ ภาพแสนสงบนี้ประกอบด้วยสวนญี่ปุ่นและ Tokyo SKYTREE ตั้งอยู่ด้านหลัง ย้ำเตือนถึงการเปลี่ยนแปลงของกาลเวลาได้เป็นอย่างดี
บ่อน้ำในสวนสุมิดะและ Tokyo SKYTREE ตั้งอยู่ด้านหลัง
เราเดินเล่นรอบบ่อน้ำเพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศเงียบสงบ มองเห็นเต่ากำลังนอนอาบแดดอยู่บนก้อนหิน ใกล้ๆ กันมีนักส่องนกมานั่งรออย่างใจเย็นกับกล้องที่ตั้งไว้พร้อมถ่าย คุณลุงคนหนึ่งที่ริมบ่อน้ำเริ่มร้องเพลงโบราณพลางบรรเลงชามิเซ็น เครื่องดนตรี 3 สายแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นไปด้วย องค์ประกอบทั้งหมดนี้ดูเหมือนฉากในภาพพิมพ์แกะไม้ หรือภาพอุคิโยะของญี่ปุ่นไม่มีผิด ไม่แน่โฮคุไซอาจจะเคยเห็นเหตุการณ์ที่คล้ายๆ กันขณะที่อาศัยอยู่ในสุมิดะก็เป็นได้
สวนสุมิดะ (Sumida Park) 隅田公園
ที่อยู่: 1 Chome Hanakawado, Taito, Tokyo
การเดินทาง: เดิน 5 นาทีจากสถานี Asakusa (รถไฟสาย Tokyo Metro Ginza)
หลังจากเดินมาอีกนิดเราก็พบกับศาลเจ้าอุชิจิมะที่ถูกค้นพบในปี 820 การเลี้ยงปศุสัตว์ในพื้นที่สมัยนั้นเป็นที่มาของชื่อศาลเจ้าชินโตแห่งนี้ (*อุชิ = วัว)
เวลาไปศาลเจ้าที่ญี่ปุ่นอย่าลืมทำตามประเพณีด้วยนะ อย่างเช่นการล้างมือและบ้วนปากก่อนเข้าศาลเจ้า
ศาลเจ้าอุชิจิมะมีรูปปั้นวัวอันโด่งดังที่ชื่อว่า “นาเดะอุชิ” ว่ากันว่ามีพลังในการบรรเทารักษา โดยให้ลูบวัวในส่วนที่เรากำลังเจ็บป่วย
โฮคุไซได้บริจาคหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของเขาที่มีชื่อว่า “Susanoo-no-Mikoto Yakujin Taiji no Zu” ให้กับศาลเจ้าอุชิจิมะ ภาพนี้แสดงถึงเหตุการณ์ที่เทพเจ้าสุซาโนโอะ โนะ มิโคโตะกำลังต่อสู้กับโรคภัย 15 ชนิดที่อยู่ในรูปแบบของมนุษย์ น่าเสียดายที่ภาพนี้สูญหายระหว่างไฟไหม้ในเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่คันโตปี 1923 มีเพียงแต่ภาพถ่ายขาวดำของผลงานชิ้นเอกนี้เท่านั้นที่ยังหลงเหลืออยู่ จนกระทั่งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญได้ซ่อมแซมให้มีสีสันดังเดิม และถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในพิพิธภัณฑ์สุมิดะโฮคุไซจนถึงปัจจุบัน
“Susanoo-no-Mikoto Yakujin Taiji no Zu” – ภาพที่นับเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของโฮคุไซ
ศาลเจ้าอุชิจิมะ (Ushijima Shrine) 牛嶋神社
ที่อยู่: 1 Chome-4-5 Mukojima, Sumida, Tokyo
การเดินทาง: เดิน 3 นาทีจากสถานี TOKYO SKYTREE

ศาลเจ้ามิเมกุริ พาวเวอร์สป็อตแห่งการรับพลัง

เราเดินต่อไปตามเส้นทางอันเงียบสงบ มีแวะที่นั่นที่นี่บ้างเพื่อแอบสำรวจวิถีชีวิตของช่างฝีมือท้องถิ่น หนึ่งในนั้นคือกลุ่มคนที่สร้างสรรค์ทาบิ (ถุงเท้าญี่ปุ่นดั้งเดิม) และนักออกแบบเสื้อยืดลายโมเดิร์นที่ทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง จนสุดท้ายเรามาหยุดที่ศาลเจ้าอีกแห่งซึ่งตั้งอยู่ในแถบที่เงียบสงบยิ่งกว่าเดิมในย่านสุมิดะ
ว่ากันว่าศาลเจ้ามิเมกุริเป็น “พาวเวอร์สป็อต” กล่าวคือเป็นสถานที่มีพลังงานและจิตวิญญาณพิเศษ ซึ่งเป็นจุดดึงดูดให้ผู้คนมารับพลังงานหรือชำระล้างทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่รู้ว่าคิดไปเองไหมแต่เราก็เริ่มรู้สึกถึงความสงบอย่างน่าประหลาด พร้อมความรู้สึกชาแปลบๆ ที่ปลายนิ้ว เมื่อเดินรอบๆ ก็รับรู้ได้ถึงความไม่เหมือนใครจากแผนผังของศาลเจ้าที่เป็นรูปสามเหลี่ยม เราเดินมาพบกับเสาโทริอิสีแดงชาดและหมาจิ้งจอก ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสารให้เทพเจ้าอินาริ เทพเจ้าแห่งความรุ่งโรจน์ นอกจากนี้ยังมีบ่อน้ำที่ป้องกันไว้ด้วยเสาที่ดูเหมือนเสาโทริอิ 3 เสาประกอบเข้าด้วยกัน
โฮคุไซได้วาดภาพศาลเจ้าอันเป็นเอกลักษณ์นี้ไว้โดยถอดภาพศาลเจ้านี้ในยุคเอโดะได้อย่างไร้ที่ติ จึงเป็นผลงานที่ได้รับคำชมอย่างล้นหลาม
“Shinpan Ukie Mimeguri Ushi no Gozenryousha no Zu” – ภาพวาดศาลเจ้ามิเมกุริจากมุมมองที่ดูแปลกตา
ศาลเจ้ามิเมกุริ (Mimeguri Shrine) 三囲神社
ที่อยู่: 2 Chome-5-17 Mukojima, Sumida City, Tokyo 
การเดินทาง: เดิน 8 นาทีจากสถานี TOKYO SKYTREE

ตุ๊กตาคิเมะโคมิและศาลเจ้าชิราฮิเกะ

เราพบเจอกับสตูดิโออยู่หลายแห่ง แต่ก็ตัดสินใจเข้าไปชมในสตูดิโอ “เอโดะ คิเมะโคมิ” ในสตูดิโอเต็มไปด้วยตุ๊กตาคาแรคเตอร์สไตล์ญี่ปุ่นหน้าตาน่ารักที่ทำขึ้นโดยวิธีคิเมะโคมิแบบฉบับดั้งเดิม ตุ๊กตาคิเมะโคมิทำจากการแกะสลักไม้ต้นหลิวและตกแต่งด้วยชิ้นผ้า มีตุ๊กตาฮินะ ตุ๊กตาแมวกวัก และตุ๊กตานกฮูกเป็นสินค้าขายดี
สตูดิโอเล็กๆ แห่งนี้เปิดเวิร์คช็อปให้เราได้ลองทำตุ๊กตาคิเคะโคมิด้วย มีทั้งอุปกรณ์ที่จำเป็นต่างๆและคำแนะนำบริการให้ฟรี
เอโดะ คิเมะโคมิ (Edo Kimekomi) 江戸木目込
ที่อยู่: 2 Chome-11-7 Mukojima, Sumida, Tokyo
เวลาทำการ: 10:00 – 17:00 น. (ปิดวันอาทิตย์)
การเดินทาง: เดิน 10 นาทีจากสถานี TOKYO SKYTREE 
จุดต่อไปในแผนที่ของเราคือศาลเจ้าชิราฮิเกะ ซึ่งเป็นสถานที่หนึ่งในชุดผลงานภาพพิมพ์ทังกะของโฮคุไซที่มีชื่อว่า “Panoramic Views on Both Banks of the Sumida River”
ตอนแรกเราคาดหวังไว้ว่าคงจะจำศาลเจ้าจากที่เห็นในภาพของโฮคุไซได้ แต่แล้วก็เข้าใจว่ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยจากการขยายตัวเมืองอย่างกระจัดกระจายในเขตสุมิดะ นอกจากนี้โฮคุไซยังมักจะเลือกวาดองค์ประกอบในภาพจากจินตนาการของตัวเอง และการสื่อออกมาในภาพที่มีความเป็นตัวเองสูง สถานที่ต่างๆที่เป็นแรงบันดาลใจให้โฮคุไซจึงถูกปรับเปลี่ยนตามมุมมองส่วนตัวของโฮคุไซ
ศาลเจ้าชิราฮิเกะ (Shirahige Shrine) 白鬚神社
ที่อยู่: 3 Chome-5-2 Higashimukojima, Sumida, Tokyo
เวลาทำการ: 9:00 – 16:00 น.
การเดินทาง: เดิน 7 นาทีจากสถานี Higashi-mukojima (รถไฟสาย TOBU SKYTREE)

ซากุระโมจิ ของว่างยุคเอโดะ

หลังจากการเดินเท้ามาหนึ่งวันเต็ม และแล้วก็ได้เวลาของการเติมพลัง โชคดีที่เราพบทางที่เหมาะที่สุดเพื่อให้ยังอยู่ในธีมของโฮคุไซ ซึ่งคือการชิมขนมซากุระโมจิในตำนานของร้าน “โจเมจิ” นั่นเอง เป็นขนมหวานอันเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนตั้งแต่ยุคเอโดะ ทำจากแป้งโมจิรสหวาน สอดไส้ด้วยถั่วแดงและห่อด้วยใบซากุระดองเกลือ
ใบซากุระนุ่มๆ มีรสเค็ม ผสมผสานกับความหวานของโมจิและถั่วแดงออกมาได้รสชาติอร่อยอย่างลงตัว ประกอบกับรสชาติละเอียดอ่อนของชาเขียวทำให้รู้สึกผ่อนคลาย
โจเมจิ (Choumeiji) 長命寺
ที่อยู่: 5-Chome-1-14, Mukojima, Sumida, Tokyo
เวลาทำการ: 8:30 – 18:00 น. (ปิดวันจันทร์)
การเดินทาง: เดิน 10 นาทีจาก Tokyo SKYTREE

ศาลเจ้าสุมิดะกาวะในสายตาของโฮคุไซ

ต่อมาเราเดินมาถึงที่ศาลเจ้าสุมิดะกาวะ (ศาลเจ้าแม่น้ำสุมิดะ) ซึ่งเป็นอีกแรงบันดาลใจของหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของโฮคุไซที่มีชื่อว่า “Setsugetsuka Sumida” แม้ปัจจุบันบางส่วนของแม่น้ำจะหลบอยู่ใต้เงาของทางหลวงด้านหลัง แต่หากย้อนกลับไปในยุคเอโดะแล้ว แม่น้ำสุมิดะทอดยาวมาถึงตัวศาลเจ้าเลยทีเดียว จนหลายคนขนานนามว่าเป็นศาลเจ้าแห่งน้ำ
“Setsugetsuka (หิมะ ดวงจันทร์ และดอกไม้) Sumida”
ศาลเจ้าในปัจจุบันและ “โคมะคาเมะ” รูปปั้นเต่าผู้พิทักษ์ แทนรูปปั้นสุนัขที่มักจะเห็นกันทั่วไป
ศาลเจ้าสุมิดะกาวะ (Sumidagawa Shrine) 隅田川神社
ที่อยู่: 2 Chome-17-1 Tsutsumidori, Sumida City, Tokyo 
การเดินทาง: เดิน 15 นาทีจากสถานี Kanegafuchi (รถไฟสาย TOBU SKYTREE)

วัดโฮเซนจิ & วัดโมคุโบจิ

เพื่อปิดท้ายวันแห่งประวัติศาสตร์และศิลปะอย่างงดงาม เราเลยแวะที่วัดโฮเซนจิและวัดโมคุโบจิ วัดสองแห่งที่ปรากฏในผลงานของโฮคุไซ
ภาพ “Pilgrimage to Hosenji Temple” และวัดโฮเซนจิในปัจจุบัน
จากการประเมินแล้วคาดว่าโฮคุไซได้ทำภาพชิ้นนี้ระหว่างที่เขามีอายุ 60 – 70 ปี แสดงถึงผู้คนที่มาไหว้พระที่วัดโฮเซนจิ เป็นไปได้ว่าคำอธิษฐานเหล่านี้อาจเป็นแรงบันดาลใจให้โฮคุไซด้วย ในปัจจุบันภาพนี้ถูกกำหนดให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ของเขตสุมิดะ
ภาพ “Full moon of Umewaka” และ “อุเมะวากะโด” ของวัดโมคุโบจิในปัจจุบันที่มีกระจกใสป้องกันล้อมรอบ
วัดโมคุโบจิมีความเกี่ยวข้องกับตำนานแห่งอุเมะวากะ เรื่องราวเล่าว่ามีเด็กชายที่พลัดพรากจากแม่และมาเสียชีวิตใกล้กับแม่น้ำสุมิดะ ด้านคนเป็นแม่เมื่อรู้เรื่องการเสียชีวิตของลูกแล้วจึงเริ่มเสียสติ คอยเดินไปรอบๆ แม่น้ำเพื่อตามหาลูกชาย ตำนานอันน่าเศร้านี้เป็นแรงบันดาลใจให้โฮคุไซ โฮคุไซได้พาแม่ลูกมาพบกันอีกครั้งในภาพอย่างน่าประทับใจ
วัดโฮเซนจิ (Hosenji Temple) 法泉寺
ที่อยู่: 3 Chome-8-1 Higashi-Mukojima, Sumida, Tokyo
การเดินทาง: เดิน 7 นาทีจากสถานี Higashi-Mukojima (รถไฟสาย TOBU SKYTREE)
วัดโมคุโบจิ (Mokuboji Temple) 木母寺
ที่อยู่: 2 Chome-16-1 Tsutsumidori, Sumida, Tokyo
การเดินทาง: เดิน 9 นาทีจากสถานี Kanegafuchi

สถานีคาเนะกะฟุจิและ Tokyo SKYTREE ตอนกลางคืน

เมื่อแสงไฟริบหรี่ลง เป็นจังหวะที่เราถ่ายภาพนี้ของสถานีคาเนะกะฟุจิและ Tokyo SKYTREE ไว้ได้ ตลอดการเดินทางของเราในวันนี้ก็มักจะเห็น Tokyo SKYTREE ผลุบโผล่ออกมาอยู่เรื่อยๆ การมาปิดท้ายการเดินทางที่นี่จึงดูเป็นวิธีที่สมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว
การได้ไปเยือนสถานที่ท้องถิ่นอันเป็นแรงบันดาลใจให้โฮคุไซในวันนี้ทำให้เราเข้าใจแล้วว่าเหตุใดโฮคุไซถึงเป็นศิลปินญี่ปุ่นที่โดดเด่น และเป็นหนึ่งในศิลปินที่มีผลงานมากที่สุด ถึงอย่างนั้นอาจจะยังไม่พอสำหรับเขา เพราะในช่วงก่อนถึงแก่กรรมเมื่ออายุ 88 ปีโฮคุไซได้บ่นพึมพำไว้ว่า
หากแค่สวรรค์มอบเวลาให้ฉันอีกสัก 10 ปี หรืออีกสัก 5 ปีก็ยังดี เมื่อนั้นฉันคงได้เป็นจิตรกรที่แท้จริง
*ทุกภาพที่อยู่ในบทความนี้จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์โฮคุไซสุมิดะ
Tokyo SKYTREE http://www.tokyo-SKYTREE.jp/en/
Kataoka Byoubu folding screens (in Japanese) http://www.byoubu.co.jp/
Sumida Hokusai Musuem: http://hokusai-museum.jp/?lang=en
To learn more about Hokusai’s works of art visit the following site: http://hokusai-sumida.jp/pc/e.html
To make a reservation for a Kimekomi doll making experience: (in Japanese) http://edokimekomi.com/taiken/index.html
Comments

ความคิดเห็น

Please enter your comment!
Please enter your name here